PROD v2026.08.29.04
ติดต่อ Social Plus SystemLINE @plus7089-480-4880092-247-3486[email protected]
Content Strategy · คู่มือใช้งานจริง

งบคอนเทนต์ควรแบ่ง Website, Social และ Video อย่างไร?

ไม่มีสัดส่วนงบคอนเทนต์สูตรเดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ บทความนี้ให้ Framework แบบให้คะแนน เพื่อแบ่งงบ Website, Social และ Video ตามบทบาทจริงของแต่ละช่องทาง

ภาพปกบทความงบคอนเทนต์ควรแบ่ง Website Social และ Video อย่างไร

คำตอบสั้น ๆ: งบคอนเทนต์ไม่ควรถูกแบ่งด้วยสูตรตายตัวว่า Website กี่เปอร์เซ็นต์ Social กี่เปอร์เซ็นต์ และ Video กี่เปอร์เซ็นต์ เพราะแต่ละช่องทางทำหน้าที่คนละอย่าง สิ่งที่ควรทำคือหาว่า “ตอนนี้ธุรกิจติดตรงไหน” แล้วให้งบกับช่องทางที่ช่วยแก้คอขวดนั้นได้มากที่สุด

ตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าเว็บไซต์ยังอธิบายบริการไม่ครบ ต่อให้เพิ่มงบ Social ก็อาจพาคนเข้ามาแล้วไม่เกิดการติดต่อ แต่ถ้าเว็บไซต์พร้อมมากแล้วและปัญหาคือคนยังไม่รู้จักแบรนด์ การเพิ่มบทความอย่างเดียวก็อาจไม่พอ หรือถ้าสินค้าต้องสาธิตให้เห็นจริง Video อาจมีบทบาทมากกว่าธุรกิจที่ขายบริการซึ่งอธิบายได้ด้วยข้อความและ Case Example

บทความนี้จึงเสนอ Content Budget Split Matrix ซึ่งเป็น Decision Framework สำหรับธุรกิจที่ต้องแบ่งงบระหว่าง Website, Social และ Video โดยไม่อ้างว่าเป็น Benchmark ของตลาด และไม่ใช้เปอร์เซ็นต์สมมติเป็น “ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม”

ก่อนแบ่งงบ ให้เข้าใจก่อนว่าแต่ละช่องทางมีหน้าที่อะไร

Website: ฐานข้อมูลที่ธุรกิจควบคุมเอง

Website เหมาะกับเนื้อหาที่ต้องอยู่ได้นาน ค้นหาเจอ อธิบายบริการอย่างเป็นระบบ และพาผู้ใช้ไปสู่หน้าที่มี Conversion เช่น หน้าบริการ แบบฟอร์ม หรือช่องทางติดต่อ Google Search Central แนะนำให้สร้างเนื้อหาที่มีประโยชน์ น่าเชื่อถือ และทำเพื่อผู้ใช้เป็นหลัก ไม่ใช่สร้างจำนวนหน้าเพื่อ Search Engine อย่างเดียว ดังนั้นงบ Website ควรถูกใช้กับเนื้อหาที่มีเหตุผลชัดว่าช่วยผู้ค้นหาตัดสินใจอะไรได้จริง ไม่ใช่แค่เพิ่มบทความให้ครบจำนวน ดูแนวทาง People-first Content จาก Google

Social: ช่องทางกระจายเนื้อหาและสร้างความสัมพันธ์ต่อเนื่อง

Social เหมาะกับการสร้างความถี่ การเตือนความจำ การสนทนา และการนำเนื้อหาหลักไปเล่าในมุมที่สั้นและเร็วขึ้น เครื่องมือของแพลตฟอร์มเองก็แยกงาน Content และ Insights ออกจากกันอย่างชัดเจน เช่น Facebook Page สามารถจัดการเนื้อหาและดูข้อมูลประสิทธิภาพได้ ดังนั้นงบ Social ไม่ควรมีแค่ “ค่าทำโพสต์” แต่ควรรวมเวลาสำหรับการจัดคิว การตอบสนอง และการอ่านผลเพื่อนำไปปรับรอบถัดไปด้วย

Video: เพิ่มความเข้าใจ ความเชื่อมั่น และพลังการสาธิต

Video มีประโยชน์เมื่อสิ่งที่ขายต้อง “เห็น” มากกว่า “อ่าน” เช่น ขั้นตอนทำงาน การสาธิตสินค้า การเปรียบเทียบก่อน-หลัง หรือการอธิบายเรื่องซับซ้อนให้เข้าใจเร็วขึ้น แม้แต่ระบบโฆษณาวิดีโอของ YouTube ก็เริ่มจากการกำหนด Objective ก่อนเลือกงบและรูปแบบโฆษณา หลักคิดเดียวกันใช้กับ Organic Content ได้ คืออย่าตั้งงบ Video ก่อนรู้ว่าจะให้คลิปทำหน้าที่อะไร ดูหลักการตั้ง Objective และ Budget ของ Video Campaign

Content Budget Split Matrix: ให้คะแนนก่อนแบ่งเงินจริง

ให้แต่ละช่องทาง — Website, Social และ Video — คะแนน 0 ถึง 2 ใน 5 ปัจจัยด้านล่าง แล้วรวมคะแนน หลังจากนั้นค่อยแปลงคะแนนเป็นสัดส่วนงบ วิธีนี้ไม่ได้บอกว่า “ตลาดควรใช้เท่าไร” แต่บอกว่า “ธุรกิจของเราควรให้น้ำหนักอะไรในรอบนี้”

ปัจจัย0 คะแนน1 คะแนน2 คะแนน
คอขวดธุรกิจช่องทางนี้ไม่ใช่ปัญหาหลักมีผลบางส่วนเป็นคอขวดสำคัญที่ต้องแก้
ช่องว่างของ Assetมีเนื้อหาพร้อมแล้วมีบางส่วนแต่ยังไม่ครบแทบไม่มี Asset ที่ใช้ได้
ความเหมาะกับ Customer Journeyไม่ใช่จุดหลักของการตัดสินใจช่วยเสริม Journeyเป็นจุดสำคัญก่อนเกิด Action
ความสามารถในการนำกลับมาใช้ใช้ต่อยากใช้ซ้ำได้บางส่วนแตกเป็นหลายชิ้นหรือหลายช่องทางได้
ความพร้อมในการวัดผลยังวัดผลไม่ได้วัดได้บางส่วนมี Metric/Key Event ที่เชื่อมกับเป้าหมายได้

สูตร: สัดส่วนงบของแต่ละช่องทาง = คะแนนช่องทาง ÷ คะแนนรวมทั้งหมด × 100

จุดสำคัญคือเปอร์เซ็นต์ที่ได้เป็น “จุดเริ่มต้นของการตัดสินใจ” ไม่ใช่คำตอบถาวร เมื่อทำงานจริงหนึ่งรอบต้องกลับมาดูข้อมูลและปรับใหม่

ตัวอย่างสมมติ: ธุรกิจบริการ B2B ที่เว็บยังอ่อน แต่ Social มีฐานผู้ติดตามอยู่แล้ว

สมมติทีมให้คะแนน Website = 8, Social = 5, Video = 5 คะแนน รวมทั้งหมด 18 คะแนน สัดส่วนเริ่มต้นจะเป็น Website ประมาณ 44%, Social ประมาณ 28% และ Video ประมาณ 28% ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่าธุรกิจ B2B ทุกแห่งควรใช้สัดส่วนนี้ แต่เป็นผลจากคะแนนของสถานการณ์สมมตินี้เท่านั้น

เหตุผลที่ Website ได้มากกว่าอาจเป็นเพราะหน้าบริการยังไม่ตอบคำถามสำคัญ ไม่มีบทความรองรับ Search Intent และยังขาดเส้นทางจากบทความไปสู่การติดต่อ ส่วน Social และ Video ไม่ได้ถูกตัดออก แต่ใช้เพื่อกระจายเนื้อหาและสร้างความเชื่อมั่นจาก Asset ที่ผลิตขึ้นบนฐานข้อมูลเดียวกัน

แบ่ง “งบผลิต” กับ “งบกระจาย” ออกจากกัน

อีกปัญหาหนึ่งคือธุรกิจมักรวมทุกอย่างเป็นคำว่า “งบคอนเทนต์” แล้วเทียบกันตรง ๆ ทั้งที่ต้นทุนแต่ละส่วนไม่เหมือนกัน ควรแยกอย่างน้อย 2 กระเป๋า:

  • Production Budget — Research, Writing, Design, Shooting, Editing, Landing Page และ Asset ที่ต้องสร้าง
  • Distribution Budget — การ Boost/Ads, การนำคลิปไปแตกแพลตฟอร์ม, Community Management, การ Repurpose และงานกระจายเนื้อหา

ถ้าไม่แยกสองส่วนนี้ ทีมอาจเข้าใจผิดว่า Social “กินงบมาก” เพราะรวม Media Spend อยู่ด้วย ขณะที่ Website ถูกนับเฉพาะค่าบทความ หรือ Video ถูกนับทั้งถ่ายทำและซื้อสื่อ การเปรียบเทียบจึงไม่อยู่บนฐานเดียวกัน

อย่าปรับงบจากยอดวิวอย่างเดียว

รอบถัดไปควรปรับสัดส่วนจาก Metric ที่สัมพันธ์กับหน้าที่ของแต่ละช่องทาง เช่น Website ดู Organic Click, การอ่านต่อ, การคลิกไปหน้าบริการ และ Key Event; Social ดูการกระจาย การตอบสนอง การคลิกออกจากแพลตฟอร์ม และคุณภาพการสนทนา; Video ดูการรับชมตามจุดสำคัญ การคลิกต่อ และบทบาทของคลิปใน Journey

Google Analytics อธิบายว่า Key Event คือ Event ที่สะท้อน Action สำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจ และสามารถใช้ดูว่าช่องทางใดพาผู้ใช้ไปสู่ Action เหล่านั้นได้ นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการแบ่งงบรอบถัดไปควรเชื่อมกับ Business Action ไม่ใช่ Impression หรือ View อย่างเดียว ดูคำอธิบาย Key Events จาก Google Analytics

หากต้องการ Framework สำหรับอ่านตัวเลขหลังทำงานแล้ว สามารถต่อด้วยบทความ วัดผลคอนเทนต์รายเดือนด้วย KPI แบบไม่หลงกับยอดวิว

กติกา 4 ข้อก่อนอนุมัติงบรอบใหม่

  1. ถามว่าคอขวดอยู่ที่ไหน — คนไม่เจอเรา, เจอแต่ไม่เข้าใจ, เข้าใจแต่ไม่เชื่อ, หรือเชื่อแล้วแต่ไม่มีทางไปต่อ?
  2. เช็ก Asset ที่มีอยู่ก่อน — อย่าจ่ายผลิตของใหม่ทั้งที่มีบทความ คลิป หรือข้อมูลที่ Repurpose ได้
  3. กำหนด Action ที่ต้องการ — เช่น คลิกหน้าบริการ ส่งฟอร์ม โทร หรือเริ่มแชต แล้ววาง Measurement ก่อน Publish
  4. ทบทวนเป็นรอบ — ใช้คะแนนเดิมเป็น Baseline แต่ยอมให้สัดส่วนเปลี่ยนเมื่อข้อมูลจริงบอกว่าคอขวดเปลี่ยน

สรุป: แบ่งงบตามบทบาท ไม่ใช่ตามความคุ้นเคย

ธุรกิจจำนวนมากให้งบกับช่องทางที่ทีมคุ้นเคยที่สุด เช่น ทำ Social เยอะเพราะทำง่าย หรือทำ Video เยอะเพราะเห็นคนอื่นทำ แต่ Content Budget ที่ดีควรสะท้อนบทบาทของแต่ละช่องทางใน Customer Journey และสภาพจริงของ Asset ที่มีอยู่

ถ้าต้องการเริ่มอย่างเป็นระบบ ให้ใช้ Content Budget Split Matrix ให้คะแนน Website, Social และ Video จาก 5 ปัจจัย แล้วแปลงคะแนนเป็นสัดส่วนเริ่มต้น หลังจบรอบให้ดู Key Event, การเดินทางต่อ และคุณภาพ Lead ก่อนปรับงบใหม่ วิธีนี้ทำให้คำถาม “ควรแบ่งงบเท่าไร” เปลี่ยนจากการเดาเป็นการตัดสินใจที่อธิบายเหตุผลได้

สำหรับธุรกิจที่ต้องการทำ Website, Social และ Short Video ให้เดินเป็นระบบเดียวกัน สามารถดูโครงสร้างบริการ ทำคอนเทนต์รายเดือนสำหรับ SME และใช้ Content Calendar รายเดือน เป็นฐานจัดรอบการผลิตก่อนนำ Matrix นี้ไปใช้กับงบจริง

แหล่งข้อมูล

แหล่งอ้างอิง

  1. Google Search Central. Creating helpful, reliable, people-first content (2026). เข้าถึงวันที่ 2026-08-29.
  2. Google Analytics Help. About key events (2026). เข้าถึงวันที่ 2026-08-29.
  3. YouTube Help. Create a Video campaign (2026). เข้าถึงวันที่ 2026-08-29.
  4. Facebook Help Center. About Facebook Page access (2026). เข้าถึงวันที่ 2026-08-29.

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับ งบคอนเทนต์

งบคอนเทนต์ควรแบ่ง Website, Social และ Video เท่าไร

ไม่มีเปอร์เซ็นต์เดียวที่เหมาะกับทุกธุรกิจ ให้เริ่มจากเป้าหมายและช่องว่างของธุรกิจ แล้วให้คะแนนแต่ละช่องทางด้วย Framework เดียวกัน ก่อนแปลงคะแนนเป็นสัดส่วนงบ รอบถัดไปค่อยปรับจากข้อมูลจริงที่วัดได้

ถ้างบน้อยควรเริ่ม Website หรือ Social ก่อน

ถ้าธุรกิจยังไม่มีหน้าที่อธิบายบริการและรับ Conversion ได้ชัด Website มักเป็นฐานที่ควรทำให้พร้อมก่อน แต่ถ้าฐานเว็บพร้อมแล้วและปัญหาคือคนยังไม่เห็นแบรนด์ Social อาจควรได้งบเพิ่ม การตัดสินใจควรดูคอขวดปัจจุบันมากกว่าตามสูตรสำเร็จ

Video ควรได้งบมากขึ้นเมื่อไร

เมื่อสินค้าหรือบริการต้องอธิบายด้วยภาพ ต้องสร้างความเชื่อมั่นจากการเห็นขั้นตอนจริง หรือกลุ่มเป้าหมายใช้แพลตฟอร์มที่วิดีโอเป็นรูปแบบหลัก Video จะมีบทบาทมากขึ้น โดยต้องวางแผนให้คลิปนำไปใช้ต่อได้หลายช่องทางเพื่อเพิ่มความคุ้มค่า

ควรปรับสัดส่วนงบบ่อยแค่ไหน

สำหรับระบบคอนเทนต์รายเดือน ควรทบทวนทุกเดือนในระดับการทำงาน แต่การเปลี่ยนสัดส่วนใหญ่ควรดูแนวโน้มมากกว่าตัวเลขระยะสั้น โดยเทียบทั้งคุณภาพ Lead, Key Event, การเดินทางต่อ และต้นทุนการผลิตจริง

ต้องการนำแนวทางนี้ไปใช้กับธุรกิจจริง?

ดูขอบเขตบริการที่เกี่ยวข้อง วิธีทำงาน และข้อมูลที่ควรเตรียมก่อนให้ทีมประเมิน

ดูบริการที่เกี่ยวข้อง
PROJECT ASSESSMENT

มีโจทย์คล้ายบทความนี้? ส่งข้อมูลให้ทีมช่วยดูได้

กรอกเฉพาะข้อมูลจำเป็น ทีมจะใช้เพื่อประเมินขอบเขตเบื้องต้นและติดต่อกลับ โดยระบบจะบันทึกว่าคุณมาจากบทความนี้

บทความที่เกี่ยวข้อง

ทำคอนเทนต์ทุกเดือนแล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าคุ้ม? Framework วัดผล SEO, Social และ Conversion แบบไม่หลงกับยอดวิว

ยอดวิวสูงไม่ได้แปลว่าคอนเทนต์สร้างธุรกิจเสมอไป คู่มือนี้ช่วยจัด KPI เป็นชั้นตั้งแต่การถูกค้นพบ การมีส่วนร่วม การเดินทางต่อ ไปจนถึง Lead และ Conversion เพื่อใช้วางแผนเดือนถัดไป

คนค้นเจอแบรนด์แล้ว แต่ทำไมยังไม่ซื้อ? วิธีออกแบบ Content Journey จาก Google → AI → Social → หน้าบริการ ให้พาคนไปถึงการตัดสินใจ

การถูกค้นพบไม่เท่ากับการถูกเลือก Nova ชวนออกแบบ Content Journey ให้ Google, AI Search, Social และเว็บไซต์พูดเรื่องเดียวกันจนลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

Content Calendar สำหรับ SME วางแผนคอนเทนต์รายเดือนอย่างไรให้ทำต่อเนื่องและส่งงานทัน

Content Calendar ที่ดีไม่ใช่แค่ตารางวันโพสต์ แต่เป็นระบบที่บอกว่าเดือนนี้ทำเรื่องอะไร เพื่อใคร ลงช่องทางไหน ใครรับผิดชอบ และต้องส่งเมื่อไร บทความนี้ชวนวางปฏิทินคอนเทนต์ให้เหมาะกับทีม SME ที่มีเวลาและทรัพยากรจำกัด

Content Brief คืออะไร? เช็กลิสต์ก่อนเริ่มคอนเทนต์ที่ช่วยให้ทีมไม่ต้องแก้งานวน

Content Brief ที่ดีไม่ใช่เอกสารยาว แต่คือข้อตกลงร่วมกันก่อนเริ่มงานว่าใครคือคนอ่าน งานนี้ต้องพาเขาไปไหน และอะไรคือเงื่อนไขที่ห้ามตกหล่น

โทร 089480-4880 โทร 092247-3486 LINE@plus7 อีเมลส่งข้อความ