<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>งูสวัด &#8211; Social Plus System</title>
	<atom:link href="https://socialplussystem.com/tag/%e0%b8%87%e0%b8%b9%e0%b8%aa%e0%b8%a7%e0%b8%b1%e0%b8%94/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://socialplussystem.com</link>
	<description></description>
	<lastBuildDate>Wed, 04 Dec 2024 04:43:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://socialplussystem.com/wp-content/uploads/2023/06/logo-08.png</url>
	<title>งูสวัด &#8211; Social Plus System</title>
	<link>https://socialplussystem.com</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ทำความเข้าใจกับ 3 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับงูสวัด</title>
		<link>https://socialplussystem.com/healthy/shingles-3-common-misconceptions/</link>
					<comments>https://socialplussystem.com/healthy/shingles-3-common-misconceptions/#respond</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[admin]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 04 Dec 2024 04:08:16 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Healthy]]></category>
		<category><![CDATA[การติดเชื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[การป้องกันงูสวัด]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษางูสวัด]]></category>
		<category><![CDATA[ความเข้าใจผิด]]></category>
		<category><![CDATA[ความเสี่ยงงูสวัด]]></category>
		<category><![CDATA[งูสวัด]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อีสุกอีใส]]></category>
		<category><![CDATA[โรคงูสวัด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคผิวหนัง]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://socialplussystem.com/?p=1051</guid>

					<description><![CDATA[<p>งูสวัดกับ 3 สิ่งยอดฮิต ที่คุณอาจเข้าใจผิดมาโดยตลอด การเข้าใจผิดเกี่ยวกับงูสวัด (Shingles) เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในสังคมไทย แม้ว่าจะเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่มักพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการแพร่กระจายและการป้องกัน ในบทความนี้ เราจะมาคลายข้อสงสัยและแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับงูสวัดกันครับ 1. งูสวัดคือโรคเดียวกับอีสุกอีใส งูสวัดคือโรคเดียวกับอีสุกอีใสหรือไม่? หลายคนอาจคิดว่า งูสวัด (Shingles) คือโรคเดียวกับ อีสุกอีใส (Chickenpox) เพราะทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน คือ ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) แต่ในความเป็นจริงแล้ว งูสวัด และ อีสุกอีใส เป็นโรคที่แตกต่างกันทั้งในแง่ของการแสดงอาการ, กลุ่มผู้เสี่ยง, และวิธีการเกิดโรค ดังนี้: 1.1. การเกิดโรค อีสุกอีใส เกิดขึ้นเมื่อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) เข้าสู่ร่างกายครั้งแรก โดยส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กหรือผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อไวรัสนี้มาก่อน เมื่อได้รับการติดเชื้อ ไวรัสจะทำให้เกิดผื่นเป็นตุ่มใสทั่วร่างกาย ซึ่งมีอาการคันและเจ็บปวด งูสวัด เกิดขึ้นจากการที่ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ที่เคยอยู่ในร่างกายในรูปแบบของอีสุกอีใส (หลังจากที่หายจากอีสุกอีใส) จะยังคงซ่อนอยู่ในระบบประสาท และอาจกลับมาทำให้เกิดอาการงูสวัดได้ในภายหลัง โดยปกติจะเกิดในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง 1.2. อาการของโรค [&#8230;]</p>
<p>&lt;p&gt;The post <a rel="nofollow" href="https://socialplussystem.com/healthy/shingles-3-common-misconceptions/">ทำความเข้าใจกับ 3 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับงูสวัด</a> first appeared on <a rel="nofollow" href="https://socialplussystem.com">Social Plus System</a>.&lt;/p&gt;</p>
]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[<h2><strong>งูสวัดกับ 3 สิ่งยอดฮิต ที่คุณอาจเข้าใจผิดมาโดยตลอด</strong></h2>
<p>การเข้าใจผิดเกี่ยวกับงูสวัด (Shingles) เป็นเรื่องที่พบได้บ่อยในสังคมไทย แม้ว่าจะเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย แต่มักพบมากในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ อย่างไรก็ตาม หลายคนยังมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของการแพร่กระจายและการป้องกัน ในบทความนี้ เราจะมาคลายข้อสงสัยและแก้ไขความเข้าใจผิดเกี่ยวกับงูสวัดกันครับ</p>
<h3>1. งูสวัดคือโรคเดียวกับอีสุกอีใส</h3>
<p><strong>งูสวัดคือโรคเดียวกับอีสุกอีใสหรือไม่?</strong></p>
<p>หลายคนอาจคิดว่า <strong>งูสวัด (Shingles)</strong> คือโรคเดียวกับ <strong>อีสุกอีใส (Chickenpox)</strong> เพราะทั้งสองโรคเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดเดียวกัน คือ <strong>ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus)</strong> แต่ในความเป็นจริงแล้ว <strong>งูสวัด</strong> และ <strong>อีสุกอีใส</strong> เป็นโรคที่แตกต่างกันทั้งในแง่ของการแสดงอาการ, กลุ่มผู้เสี่ยง, และวิธีการเกิดโรค ดังนี้:</p>
<h3>1.1. การเกิดโรค</h3>
<ul>
<li><strong>อีสุกอีใส</strong> เกิดขึ้นเมื่อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus) เข้าสู่ร่างกายครั้งแรก โดยส่วนใหญ่จะเกิดในเด็กหรือผู้ที่ไม่เคยติดเชื้อไวรัสนี้มาก่อน เมื่อได้รับการติดเชื้อ ไวรัสจะทำให้เกิดผื่นเป็นตุ่มใสทั่วร่างกาย ซึ่งมีอาการคันและเจ็บปวด</li>
<li><strong>งูสวัด</strong> เกิดขึ้นจากการที่ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ที่เคยอยู่ในร่างกายในรูปแบบของอีสุกอีใส (หลังจากที่หายจากอีสุกอีใส) จะยังคงซ่อนอยู่ในระบบประสาท และอาจกลับมาทำให้เกิดอาการงูสวัดได้ในภายหลัง โดยปกติจะเกิดในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง</li>
</ul>
<h3>1.2. อาการของโรค</h3>
<ul>
<li><strong>อีสุกอีใส</strong>: อาการเริ่มแรกจะมีไข้, ปวดศีรษะ, และรู้สึกเหนื่อยล้า จากนั้นจะมีผื่นขึ้นเป็นตุ่มน้ำใสที่มีลักษณะกลมเล็ก ๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งจะกลายเป็นสะเก็ดและแห้งหายไป</li>
<li><strong>งูสวัด</strong>: อาการเริ่มต้นจะมีอาการปวดแสบร้อนและรู้สึกคันบริเวณที่ผิวหนัง ก่อนที่จะเกิดผื่นเป็นแผลแดงหรือแผลพุพองในรูปแบบเป็นแถบ ๆ ตามเส้นประสาท ซึ่งมักจะเกิดในบริเวณใดบริเวณหนึ่งของร่างกาย</li>
</ul>
<h3>1.3. การแพร่กระจาย</h3>
<ul>
<li><strong>อีสุกอีใส</strong>: สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ง่าย โดยการสัมผัสกับน้ำจากตุ่มที่มีการระเบิดหรือละอองจากการไอหรือจามของผู้ป่วย</li>
<li><strong>งูสวัด</strong>: การแพร่กระจายจะไม่เกิดจากการสัมผัสผิวหนังโดยตรง แต่สามารถเกิดขึ้นได้หากมีการสัมผัสกับน้ำจากตุ่มของผู้ป่วยที่มีผื่นงูสวัดที่ยังไม่แห้งสนิท หากผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อนก็อาจติดเชื้ออีสุกอีใสได้จากการสัมผัสกับผื่นงูสวัด</li>
</ul>
<h3>1.4. กลุ่มเสี่ยง</h3>
<ul>
<li><strong>อีสุกอีใส</strong> มักเกิดในเด็กที่ไม่เคยได้รับการฉีดวัคซีนหรือผู้ที่ไม่เคยเป็นโรคนี้</li>
<li><strong>งูสวัด</strong> มักเกิดในผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี, ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ เช่น ผู้ป่วยที่รับการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือยาที่มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกัน</li>
</ul>
<h3>1.5. การป้องกัน</h3>
<ul>
<li><strong>อีสุกอีใส</strong>: ปัจจุบันมีวัคซีนที่สามารถป้องกันการติดเชื้ออีสุกอีใสได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในเด็ก</li>
<li><strong>งูสวัด</strong>: ผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วสามารถได้รับวัคซีนป้องกันงูสวัด ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคนี้ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ</li>
</ul>
<p><strong>งูสวัด</strong> และ <strong>อีสุกอีใส</strong> เกิดจากไวรัสชนิดเดียวกัน แต่เป็นโรคที่แตกต่างกันในแง่ของอาการ, การเกิดโรค, และกลุ่มผู้เสี่ยง งูสวัดจะเกิดขึ้นในผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน และสามารถป้องกันได้โดยการฉีดวัคซีนป้องกันทั้งสองโรค</p>
<h3>2. งูสวัดสามารถติดต่อได้จากการสัมผัส</h3>
<p><strong>งูสวัดสามารถติดต่อได้จากการสัมผัสจริงหรือไม่?</strong></p>
<p>หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า <strong>งูสวัด</strong> สามารถติดต่อได้จากการสัมผัสผิวหนังหรือผื่นของผู้ป่วย แต่ความจริงแล้วการติดเชื้อจากงูสวัดนั้นไม่ได้เกิดจากการสัมผัสโดยตรงเหมือนกับโรคบางชนิด เช่น อีสุกอีใส หรือโรคติดต่ออื่น ๆ ที่เกิดจากการสัมผัสผิวหนัง หรือการไอจาม แต่การแพร่เชื้อจากงูสวัดสามารถเกิดขึ้นได้ในบางสถานการณ์ ดังนี้:</p>
<h3>1. การติดเชื้อจากของเหลวในผื่น</h3>
<p><strong>งูสวัด</strong> เกิดจากไวรัส <strong>ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus)</strong> ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิด <strong>อีสุกอีใส</strong> โดยเชื้อไวรัสนี้สามารถแพร่กระจายได้จากของเหลวในผื่นของผู้ที่เป็นงูสวัด หากผื่นของผู้ป่วยยังไม่ได้แห้งและกลายเป็นสะเก็ด เชื้อไวรัสอาจแพร่กระจายได้หากมีการสัมผัสกับของเหลวจากผื่น</p>
<h3>2. การสัมผัสกับผื่นที่ยังไม่แห้ง</h3>
<p>การติดเชื้อจะสามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะในกรณีที่มีการสัมผัสกับผื่นที่ยังไม่ได้แห้งสนิทหรือเป็นสะเก็ด หากผื่นของงูสวัดแห้งแล้วหรืออยู่ในระยะที่กลายเป็นสะเก็ดแล้ว จะไม่สามารถแพร่เชื้อได้อีกต่อไป นั่นหมายความว่าผู้ที่สัมผัสกับผื่นที่แห้งแล้วจะไม่ติดเชื้อ</p>
<h3>3. การแพร่เชื้อไปยังผู้ที่ไม่เคยเป็นอีสุกอีใสมาก่อน</h3>
<p>ผู้ที่ไม่เคยเป็น <strong>อีสุกอีใส</strong> หรือยังไม่เคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอีสุกอีใสมาก่อน อาจติดเชื้อ <strong>ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์</strong> ได้จากการสัมผัสกับของเหลวในผื่นของผู้ที่เป็นงูสวัด ซึ่งจะทำให้พวกเขาเกิดโรคอีสุกอีใสแทนที่งูสวัด</p>
<h3>4. การติดเชื้อผ่านการไอหรือจาม</h3>
<p>แม้ว่า <strong>งูสวัด</strong> จะไม่สามารถแพร่กระจายจากการไอหรือจามได้เหมือน <strong>โรคหวัด</strong> หรือ <strong>ไข้หวัดใหญ่</strong> แต่ถ้าผู้ป่วยมีผื่นที่ยังไม่แห้งและสัมผัสกับของเหลวในผื่นโดยตรง การติดต่ออาจเกิดขึ้นได้</p>
<h3>5. การป้องกันการติดเชื้อ</h3>
<p>การป้องกันการติดเชื้อจากงูสวัดสามารถทำได้โดย:</p>
<ul>
<li><strong>หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผื่น</strong> ที่ยังไม่แห้งหรือเป็นสะเก็ด</li>
<li><strong>ล้างมือให้สะอาด</strong> หลังจากสัมผัสกับผิวหนังของผู้ป่วยหรือสิ่งของที่อาจสัมผัสกับผื่น</li>
<li><strong>หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่มีอาการงูสวัด</strong> โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พวกเขายังไม่ได้รับการรักษาและผื่นยังไม่แห้ง</li>
</ul>
<p>การติดเชื้อจากงูสวัดสามารถเกิดขึ้นได้จากการสัมผัสกับของเหลวในผื่นที่ยังไม่แห้ง แต่ไม่ได้เกิดจากการสัมผัสผิวหนังโดยตรง การป้องกันการแพร่เชื้อสามารถทำได้ด้วยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสผื่นที่ยังไม่แห้งและรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ การรักษาผู้ป่วยให้มีผื่นแห้งเร็วจะช่วยลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้กับผู้อื่นได้</p>
<h3>3. งูสวัดเกิดจากการสัมผัสกับงู</h3>
<p><strong>งูสวัดเกิดจากการสัมผัสกับงูจริงหรือไม่?</strong></p>
<p>หลายคนอาจเข้าใจผิดว่า <strong>งูสวัด</strong> (Shingles) เกิดจากการสัมผัสกับ <strong>งู</strong> เพราะชื่อโรคมีคำว่า &#8220;งู&#8221; แต่ในความเป็นจริง <strong>งูสวัด</strong> ไม่ได้เกี่ยวข้องกับงูแต่อย่างใด และการสัมผัสกับงูไม่ได้ทำให้เกิดโรคนี้เลย</p>
<h3>1. ชื่อโรค &#8220;งูสวัด&#8221; มาจากอะไร?</h3>
<p>ชื่อ <strong>งูสวัด</strong> (Shingles) มาจากลักษณะของผื่นที่เกิดขึ้นบนผิวหนัง ซึ่งจะมีลักษณะเป็นแถบ ๆ คล้ายกับลำตัวของงูที่มีเส้น ๆ หรือเป็นทางยาวตามเส้นประสาท นั่นเอง ชื่อนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการสัมผัสงูหรือสัตว์เลื้อยคลานแต่อย่างใด</p>
<h3>2. งูสวัดเกิดจากไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์</h3>
<p><strong>งูสวัด</strong> เกิดจาก <strong>ไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ (Varicella-zoster virus)</strong> ซึ่งเป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิด <strong>อีสุกอีใส</strong> ในเด็ก และเมื่อผู้ที่เคยเป็นอีสุกอีใสแล้วเชื้อไวรัสนี้จะยังคงหลบซ่อนอยู่ในระบบประสาทส่วนกลาง (เฉพาะในเซลล์ประสาท) จนกระทั่งในบางครั้งอาจกลับมาแสดงอาการใหม่ในภายหลังในรูปแบบของงูสวัด</p>
<h3>3. งูสวัดไม่ได้เกิดจากการสัมผัสกับงู</h3>
<p>การสัมผัสกับงูไม่ได้ทำให้เกิด <strong>งูสวัด</strong> ตามที่บางคนเข้าใจผิด แต่โรคนี้จะเกิดขึ้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายอ่อนแอลง เช่น ในผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำเช่น ผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ที่ใช้ยาที่ลดภูมิคุ้มกัน ทำให้ไวรัสที่ซ่อนอยู่ในร่างกายสามารถกลับมาแสดงอาการได้</p>
<h3>4. การติดต่อของงูสวัด</h3>
<p>การติดเชื้อจาก <strong>งูสวัด</strong> เกิดจากการสัมผัสของเหลวในผื่นที่เปิดออกหรือยังไม่แห้งสนิทของผู้ป่วย หากสัมผัสกับผิวหนังที่มีผื่นน้ำใส อาจทำให้ผู้ที่ยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใสติดเชื้อไวรัสนี้และเกิดอีสุกอีใสได้ แต่ไม่ได้เกิดจากการสัมผัสกับงูหรือสัตว์เลื้อยคลานแต่อย่างใด</p>
<h3>5. อาการของงูสวัด</h3>
<p>อาการของ <strong>งูสวัด</strong> เริ่มต้นด้วยความรู้สึกปวดแสบร้อนบริเวณที่ไวรัสกำลังเกิดขึ้น ต่อมาจะมีผื่นหรือแผลพุพองเกิดขึ้นตามเส้นประสาทที่ติดเชื้อ ซึ่งมักจะเกิดในพื้นที่หนึ่งของร่างกาย เช่น หน้าอก หรือด้านข้างของร่างกาย บางครั้งอาจมีอาการคันร่วมด้วย</p>
<p><strong>งูสวัด</strong> ไม่ได้เกิดจากการสัมผัสกับงู หรือสัตว์เลื้อยคลานใด ๆ ชื่อโรคมาจากลักษณะของผื่นที่คล้ายกับลำตัวของงู โรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสวาริเซลลาซอสเตอร์ ซึ่งซ่อนตัวอยู่ในระบบประสาทหลังจากที่เคยทำให้เกิดโรคอีสุกอีใสมาก่อน และสามารถกลับมาแสดงอาการได้ในภายหลังหากร่างกายมีภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง</p>
<h3>สรุป</h3>
<p>การเข้าใจถึงความจริงเกี่ยวกับงูสวัดจะช่วยให้คุณสามารถป้องกันและดูแลตัวเองได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูง ควรหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดและปรึกษาแพทย์หากสงสัยว่าจะเกิดอาการของงูสวัด เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมและรวดเร็วที่สุด</p>
<p>&lt;p&gt;The post <a rel="nofollow" href="https://socialplussystem.com/healthy/shingles-3-common-misconceptions/">ทำความเข้าใจกับ 3 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับงูสวัด</a> first appeared on <a rel="nofollow" href="https://socialplussystem.com">Social Plus System</a>.&lt;/p&gt;</p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://socialplussystem.com/healthy/shingles-3-common-misconceptions/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>0</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
