เผ็ดๆ สิ ใช่เลย! ไขปริศนา ทำไมคนถึงชอบกินเผ็ด

เผ็ดๆ สิ ใช่เลย! ไขปริศนา ทำไมคนถึงชอบกินเผ็ด “เผ็ดๆ สิ ใช่เลย!” ประโยคนี้อาจฟังดูธรรมดา แต่มันคือความจริงที่หลายคนทั่วโลกต่างยอมรับ อาหารรสเผ็ดเป็นที่นิยมไปทั่วโลก ไม่ว่าจะในเอเชีย อเมริกา หรือยุโรป ผู้คนต่างชื่นชอบรสชาติเผ็ดร้อนของอาหารรสเผ็ด แต่ทำไมคนเราถึงชอบกินเผ็ดกันล่ะ? คำถามชวนคิด: 1.ทำไมคนถึงชอบกินรสเผ็ดที่ดูเหมือนจะเผาไหม้ลิ้นของเรา? คนเราชอบกินรสเผ็ดเพราะรสเผ็ดนั้นสามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งทำให้รู้สึกดีและเพลิดเพลินกับรสชาติเผ็ดร้อน นอกจากนี้ รสเผ็ดยังอาจส่งผลดีต่อสุขภาพในด้านต่างๆ กลไกการทำงานของรสเผ็ดในร่างกายของเรา เริ่มต้นจากสารแคปไซซินจะจับกับตัวรับความเจ็บปวด TRPV1 (Transient receptor potential vanilloid 1) ซึ่งพบได้บนเยื่อบุผิวของลิ้น ลำคอ และทางเดินอาหาร เมื่อตัวรับ TRPV1 ถูกกระตุ้น มันจะส่งสัญญาณไปยังสมองว่าร่างกายกำลังสัมผัสกับสิ่งเร้าที่เป็นอันตราย สมองจะตอบสนองต่อสัญญาณนี้ด้วยการหลั่งสารเอ็นโดรฟิน ซึ่งเป็นสารสื่อประสาทที่ทำหน้าที่บรรเทาอาการปวดและทำให้รู้สึกมีความสุข เมื่อร่างกายหลั่งสารเอ็นโดรฟินออกมา จะทำให้รู้สึกดีและเพลิดเพลินกับรสชาติเผ็ดร้อนของอาหาร นอกจากนี้ รสเผ็ดยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน กระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลีน (Adrenaline) และทำให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น ซึ่งอาจส่งผลดีต่อสุขภาพในด้านต่างๆ เช่น ลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และโรคมะเร็ง ปัจจัยที่ทำให้บางคนชอบกินเผ็ดมากกว่าคนอื่น อาจเป็นเพราะพันธุกรรมหรือสภาพแวดล้อมที่เติบโตมา เช่น วัฒนธรรมการกินอาหารรสเผ็ด…

Read More

กินหมากฝรั่งแล้วกลืนจะเกิดอะไรขึ้น

กินหมากฝรั่งแล้วกลืนจะเกิดอะไรขึ้น หมากฝรั่งเป็นขนมขบเคี้ยวยอดนิยมที่ได้รับความนิยมทั่วโลก หลายคนชอบเคี้ยวหมากฝรั่งเพื่อดับกลิ่นปาก แก้ง่วง หรือเพิ่มความสดชื่น แต่หลายคนก็กังวลว่าหากกลืนหมากฝรั่งเข้าไปจะอันตรายหรือไม่ หมากฝรั่งทำจากอะไร หมากฝรั่งที่เราเคี้ยวกันทุกวันนี้ไม่ได้ทำมาจากยางไม้ของต้นไม้ อย่างที่หลายคนอาจจะเคยเข้าใจ แต่ส่วนประกอบหลักของหมากฝรั่งกลับทำมาจากสารสังเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วยส่วนสำคัญๆ 3 ส่วน ดังนี้ 1.ฐานหมากฝรั่ง (Gum base) ส่วนนี้เป็นส่วนที่ทำให้หมากฝรั่งเหนียว ยืดหยุ่น และคงรูปอยู่ได้ โดยทำมาจากสารสังเคราะห์ประเภทพอลิเมอร์ เช่น โพลีไอโซบูทิลีน (polyisobutylene) ผสมกับเรซินและสารอื่นๆ 2.สารให้ความหวาน (Sweeteners) หมากฝรั่งส่วนใหญ่จะใช้อะสปาแตม(aspartame) ซูคราโลส(sucralose) หรือไซลิทอล(xylitol) เป็นสารให้ความหวาน เนื่องจากให้พลังงานต่ำและไม่ก่อให้ฟันผุ 3.กลิ่นและสี (Flavorings and colorings) ส่วนนี้เป็นส่วนที่ทำให้หมากฝรั่งมีกลิ่น และสีที่ชวนรับประทาน โดยใช้สารสังเคราะห์ที่ปลอดภัยต่อการบริโภค แม้ว่าหมากฝรั่งส่วนใหญ่จะทำมาจากสารสังเคราะห์ แต่ก็มีบางชนิดที่ใช้ยางไม้จากธรรมชาติ เช่น chicle gum ซึ่งสกัดมาจากยางของต้นชิกุล (Manilkara chicle) แต่หมากฝรั่งประเภทนี้มีค่อนข้างน้อย เนื่องจากมีราคาสูงกว่าหมากฝรั่งที่ทำจากสารสังเคราะห์ กินหมากฝรั่งแล้วกลืน อันตรายหรือไม่? กินหมากฝรั่งแล้วกลืน อันตรายหรือไม่? กินหมากฝรั่งแล้วกลืน ท้องอืด…

Read More

สมุนไพรต้านริ้วรอย 6 ชนิด ชะลอวัย คืนความอ่อนเยาว์

สมุนไพรต้านริ้วรอย 6 ชนิด ชะลอวัย คืนความอ่อนเยาว์ ริ้วรอยก่อนวัยถือเป็นปัญหาที่สร้างความกังวลให้กับผู้หญิงหลายคน เนื่องจากเป็นสัญญาณแห่งวัยที่บ่งบอกว่าผิวพรรณเริ่มเสื่อมสภาพลง ส่งผลให้ใบหน้าดูแก่กว่าวัย ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์มากมายที่อ้างว่าสามารถช่วยลดริ้วรอยได้ แต่ผลิตภัณฑ์เหล่านี้มักมีราคาแพงและอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงได้ ดังนั้นจึงมีผู้หญิงจำนวนไม่น้อยที่หันมาเลือกใช้สมุนไพรธรรมชาติเพื่อช่วยลดริ้วรอย ซึ่งสมุนไพรบางชนิดก็มีสรรพคุณในการชะลอวัยและต้านริ้วรอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ 6 สมุนไพรต้านริ้วรอย 1. ขิง ขิงเป็นสมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและมีคุณสมบัติต้านการอักเสบในปริมาณมาก จึงสามารถป้องกันการเกิดสัญญาณแห่งวัยได้ โดยจากการวิจัยพบว่า ขิงมีสารประกอบฟีนอลและฟลาโวนอยด์ ซึ่งมีคุณสมบัติช่วยต้านอนุมูลอิสระ สามารถควบคุมการผลิตอนุมูลอิสระที่เป็นอันตรายต่อระบบเผาผลาญพลังงานได้ นอกจากนี้ขิงยังช่วยลดความเครียดจากการออกซิเดชันที่เป็นอันตรายต่อผิวได้อีกด้วย วิธีใช้ขิงเพื่อต้านริ้วรอย สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การรับประทานขิงสด การดื่มชาขิง การทาผิวด้วยน้ำมันขิง หรือใช้ผงขิงผสมกับน้ำผึ้งทาผิว 2. ขมิ้น ขมิ้นเป็นสมุนไพรที่มีสารประกอบเคอร์คูมิน ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประสิทธิภาพสูง อีกทั้งยังช่วยต้านการอักเสบของผิวและช่วยปกป้องผิวจากสัญญาณแห่งวัยที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี วิธีใช้ขมิ้นเพื่อต้านริ้วรอย สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การรับประทานขมิ้นสด การดื่มชาขมิ้น การทาผิวด้วยน้ำมันขมิ้น หรือใช้ผงขมิ้นผสมกับน้ำผึ้งทาผิว 3. กะเพรา กะเพราเป็นสมุนไพรที่มีสารต้านอนุมูลอิสระและมีคุณสมบัติต้านการอักเสบ จึงสามารถช่วยป้องกันการเกิดสัญญาณแห่งวัยได้ นอกจากนี้กะเพรายังมีส่วนช่วยรักษาระดับคอลลาเจนในผิว ซึ่งคอลลาเจนถือเป็นสารประกอบที่ช่วยรักษาความยืดหยุ่นของผิว วิธีใช้กะเพราเพื่อต้านริ้วรอย สามารถทำได้หลายวิธี เช่น การรับประทานใบกะเพราสด การดื่มน้ำใบกะเพรา การทาผิวด้วยน้ำมันใบกะเพรา หรือใช้ใบกะเพราบดผสมกับน้ำผึ้งทาผิว…

Read More

5 อาหารป้องกันผมหงอก

5 อาหารป้องกันผมหงอก ทานให้ครบ เส้นผมดำเงางาม ไม่แก่ก่อนวัย ผมหงอกเป็นปัญหาที่พบได้บ่อยในผู้หญิง โดยเฉพาะผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป สาเหตุของผมหงอกมีหลายปัจจัย เช่น กรรมพันธุ์ ฮอร์โมน การขาดสารอาหาร การพักผ่อนไม่เพียงพอ การสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ เป็นต้น แต่มีข่าวดีสำหรับผู้หญิงที่มีปัญหาผมหงอก เพราะเราสามารถป้องกันผมหงอกได้ด้วยการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงและดำเงางาม 5 อาหารป้องกันผมหงอก ข้าวกล้อง ข้าวกล้องเป็นอาหารที่มีกรดแพนโทเทนิก หรือวิตามินบี5 ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันผมขาดร่วงและช่วยลดปัญหาผมหงอกก่อนวัย นอกจากนี้ข้าวกล้องยังช่วยชะลอการเกิดริ้วรอยแห่งวัยได้ดีอีกด้วย ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 1-2 ทัพพี ตัวอย่างเมนู: ข้าวกล้องต้ม ข้าวกล้องผัดผัก ผักใบเขียวเข้ม ผักใบเขียวเข้ม เช่น ปวยเล้ง คะน้า กะหล่ำดอก กะหล่ำปลี หน่อไม้ฝรั่ง บรอกโคลี และถั่วลันเตา เป็นอาหารที่อุดมไปด้วยกรดโฟลิกสูง ซึ่งมีส่วนช่วยป้องกันการเกิดผมหงอกได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ผักใบเขียวเข้มยังเป็นแหล่งวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ ที่ช่วยบำรุงเส้นผมให้แข็งแรงอีกด้วย ปริมาณที่แนะนำต่อวัน: 2-3 ถ้วยตวง ตัวอย่างเมนู: แกงส้มผักรวม ต้มจืดผักกาดขาวเต้าหู้ ยำผักบุ้งกรอบ  หอยนางรม…

Read More

โรคต้อกระจก สาเหตุ อาการ การรักษา และคำแนะนำ

โรคต้อกระจก สาเหตุ อาการ การรักษา และคำแนะนำ บทนำ โรคต้อกระจกเป็นอาการที่ส่งผลกระทบต่อสายตาของเรา มันเป็นอาการที่พบได้บ่อยในผู้ที่ใช้เวลานานๆ ในการทำงานที่ต้องมองหน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อื่นๆ นอกจากนี้ยังสามารถเกิดขึ้นจากการอ่านหนังสือหรือการใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานาน ในบทความนี้เราจะศึกษาโรคต้อกระจกอย่างละเอียด เริ่มต้นด้วยการสร้างความเข้าใจในสาเหตุและอาการ และรู้จักวิธีการรักษาและคำแนะนำในการป้องกันอาการนี้ สาเหตุของโรคต้อกระจก สาเหตุหลัก โรคต้อกระจก เป็นโรคที่มีสาเหตุมาจากปัจจัยหลายอย่าง แต่สาเหตุหลักที่สำคัญคือการสืบต่อพันธุกรรมและปัจจัยสภาพแวดล้อมที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้อกระจกในดวงตา สาเหตุทางพันธุกรรมมีบทบาทสำคัญในการเกิดโรคต้อกระจก หากคุณมีคนในครอบครัวที่เป็นโรคต้อกระจก โอกาสที่คุณจะมีโรคเดียวกันก็จะสูงขึ้น นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสภาพแวดล้อมที่สามารถเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคต้อกระจก เช่น การติดบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป การทำงานในสภาวะแสงสว่างสูงหรือสว่างน้อยเกินไป สาเหตุอื่นๆ การสูบบุหรี่ ความผิดปกติในโครงสร้างตา ยาที่มีผลข้างเคียงที่ส่งผลกระทบต่อสายตา อาการของโรคต้อกระจก โรคต้อกระจกมีอาการหลายอย่างที่สามารถระบุได้ดังนี้: รู้สึกตาแห้งและคราบตา มีอาการปวดหัว รู้สึกเหนื่อยในสายตา มองไม่ชัดเจน ลายลักษณ์อักษรเล็กๆ หรือรายละเอียดของภาพ มีอาการแสบร้อนหรือหนาวในตา การสับสนในการมองและการเสียใจในการเห็น การรักษาโรคต้อกระจก การรักษาโรคต้อกระจกอาจเริ่มต้นด้วยการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการใช้สายตาและการดูแลสุขภาพตาอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังมีตัวเลือกการรักษาอื่นๆ ที่อาจจำเป็นตามความรุนแรงของโรค ดังนี้: การใช้แว่นตาหรือคอนแทคต์เลนส์ที่เหมาะกับปัญหาทางสายตา การฝึกสายตาและการป้องกันอาการยามตื่น การรักษาอาการปวดหัวและอาการแสบร้อนในตาด้วยการใช้ยา การผ่าตัดเพื่อปรับปรุงโครงสร้างตาในกรณีที่จำเป็น คำแนะนำในการป้องกันโรคต้อกระจก เพื่อป้องกันโรคต้อกระจกและรักษาสายตาให้ดีขึ้น ควรทำตามคำแนะนำต่อไปนี้: พักผ่อนสายตาอย่างน้อยทุกชั่วโมง โยนสายตาให้พ้นจากหน้าจอคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์…

Read More

วิธีป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อมจากการใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์

วิธีป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อมจากการใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ ในยุคที่เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา การใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์กันมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะการใช้โทรศัพท์มือถือที่มีกิจกรรมเป็นเวลานาน เช่น การทำงานหรือการดูซีรีส์ต่าง ๆ ที่ต้องใช้เวลานับชั่วโมง เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพของระบบกระดูกสันหลังและคอของเรามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนที่นั่งดูหนังหรือซีรีส์ในท่าที่ไม่ถูกต้องเป็นเวลานานๆ โดยไม่เปลี่ยนท่าอยู่เป็นพฤติกรรมที่อยู่มานาน อันเป็นสาเหตุหลักที่เราพบผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอและบ่าไหล่มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงอายุที่มีการลดลง นพ.ศิรวิชญ์ สุวิทยะศิริ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลังและระบบประสาทจากโรงพยาบาลเอส สไปน์ แอนด์ เนิร์ฟได้เผยว่า ในปัจจุบันคนส่วนใหญ่ที่ใช้งานโทรศัพท์มือถือไม่ได้อยู่ในท่าที่ถูกต้อง แต่จะก้มหน้าเล่นโทรศัพท์เป็นเวลานานเกิน 2 ชั่วโมง ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือการดูซีรีส์ต่างต้องใช้เวลารับชมที่ค่อนข้างนาน และอยู่ในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง นี่เป็นสาเหตุหลักที่เกิดอาการปวดคอและบ่าไหล่ได้มากขึ้น เราสามารถป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อมจากการใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ได้ การปฏิบัติตามข้อแนะนำต่อไปนี้ การเลือกใช้โทรทัศน์ หากจำเป็นต้องดูหนังหรือซีรีส์ ควรดูผ่านโทรทัศน์จะดีกว่าโทรศัพท์มือถือหรือแท็บเล็ต โดยที่จะมองเห็นจอได้สะดวกโดยไม่ต้องก้มศีรษะ เพื่อลดแรงกระทำต่อกระดูกสันหลังบริเวณคอ การใช้แท่นวางโทรศัพท์ หากไม่สามารถเลี่ยงการใช้โทรศัพท์มือถือได้ ควรใช้แท่นวางโทรศัพท์หรือถือโทรศัพท์ให้อยู่ในระดับสายตาที่สามารถมองเห็นได้สะดวกโดยไม่ต้องก้มศีรษะ เพื่อลดแรงที่กระทำต่อกระดูกสันหลัง การนั่งหลังตรง เมื่อนั่งดูโทรศัพท์หรือคอมพิวเตอร์ ควรนั่งหลังตรงโดยมีพนักพิงหลังหรือศีรษะ ซึ่งจะช่วยลดแรงที่กระทำต่อกระดูกสันหลังได้มากขึ้น นอกจากนี้ ควรระมัดระวังร่างกายเราให้มีการเปลี่ยนท่าอย่างสม่ำเสมอ ไม่ควรนั่งหรือยืนในท่าเดิมเป็นเวลานานๆ โดยไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ เพื่อป้องกันการเกิดอาการปวดคอและบ่าไหล่ที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์อย่างไม่ถูกต้อง สรุป ควรระมัดระวังและใส่ใจกับสุขภาพกระดูกสันหลังและคอของเรา เพื่อป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อมที่อาจเกิดขึ้นจากพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องในการใช้โทรศัพท์มือถือและคอมพิวเตอร์ เราควรรักษาการใช้งานเทคโนโลยีให้เหมาะสมและมีการพักผ่อนและออกกำลังกายอย่างเพียงพอ เพื่อรักษาสุขภาพร่างกายอย่างดีและป้องกันโรคกระดูกคอเสื่อมอย่างมีประสิทธิภาพ ข้อมูลทั้งหมดในบทความนี้มีเจตนาเพียงการแนะนำเท่านั้น หากคุณมีอาการปวดหรืออาการสุขภาพที่ไม่พึงประสงค์ ควรพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสมเสมอ

Read More

เวลาไหน “ไม่ควร” อาบน้ำ

เวลาไหน “ไม่ควร” อาบน้ำ หากคุณคำนึงถึงสุขภาพและความเป็นมิตรกับร่างกายของคุณ เมื่อมาถึงเรื่องการอาบน้ำควรระมัดระวังเวลาและสถานการณ์ที่เหมาะสมที่สุดในการทำกิจกรรมนี้ เพราะบางครั้งการอาบน้ำในเวลาที่ไม่เหมาะสมอาจมีผลเสียต่อร่างกาย ในบทความนี้เราจะพาคุณมาค้นความรู้เกี่ยวกับเวลาที่ควรหลีกเลี่ยงการอาบน้ำเพื่อสุขภาพของคุณให้เป็นที่ดีที่สุด เวลาไหน “ไม่ควร” อาบน้ำ? 1. เพิ่งเจอแดด/อากาศอบอ้าว ร้อนจัด แม้ว่าอากาศจะร้อนจัดและคุณอาจรู้สึกอยากอาบน้ำทันที แต่ในเวลาที่เพิ่งเจอแดดหรืออากาศอบอ้าว ร่างกายจะร้อนผ่าวอยู่แล้ว การอาบน้ำทันทีอาจทำให้ร่างกายปรับอุณหภูมิเร็วเกินไป ทำให้เราเสี่ยงต่อการเป็นลมหมดสติ ดังนั้นควรรอให้ร่างกายเย็นลงก่อนจะไปอาบน้ำเพื่อความปลอดภัย 2. หลังรับประทานอาหารเสร็จ หลังจากที่คุณรับประทานอาหารเสร็จแล้ว เลือดจะไหลไปเลี้ยงอวัยวะต่าง ๆ ในระบบย่อยอาหาร การอาบน้ำในเวลานี้อาจทำให้เลือดแบ่งส่วนไปเลี้ยงที่อวัยวะอื่น ๆ ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ไม่เต็มที่ อาจทำให้รู้สึกอืดอาหารหรืออาหารไม่ย่อยได้อย่างเพียงพอ 3. หลังออกกำลังกาย หลายคนมักจะออกกำลังกายให้เสร็จสมบูรณ์แล้วไปอาบน้ำทันที อย่างไรก็ตาม หลังออกกำลังกายหนัก ๆ คุณควรนั่งพักให้ร่างกายเย็นลง หรือให้เหงื่อที่ผิวหนังหายไปก่อน แล้วจึงค่อยไปอาบน้ำ เพราะการอาบน้ำเป็นที่จำเป็นอาจทำให้เลือดไปเลี้ยงหัวใจและสมองไม่เพียงพอในช่วงเวลานั้น และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นลมหมดสติ 4. หลังดื่มแอลกอฮอล์ หลังจากที่คุณดื่มแอลกอฮอล์ การทำงานของตับจะถูกยับยั้ง ทำให้ปล่อยกลูโคสออกมาสู่กระแสเลือดน้อยลง การอาบน้ำหลังดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้ร่างกายต้องการกลูโคสมากยิ่งขึ้น ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดลดลง ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อร่างกายและเสี่ยงที่จะเกิดอาการเวียนหัว หน้ามืด และเสี่ยงต่อการล้มในห้องน้ำได้ 5. เมื่อป่วย มีไข้สูง เมื่อคุณป่วยและมีไข้สูง การอาบน้ำอาจทำให้เกิดความเสี่ยงต่อร่างกาย…

Read More

ดื่มแอลกอฮอล์ได้แค่ไหนเมื่อขับรถ จะไม่โดนจับ?

ดื่มแอลกอฮอล์ได้แค่ไหนเมื่อขับรถ จะไม่โดนจับ? ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ยอมรับตามกฎหมาย การดื่มแอลกอฮอล์เมื่อต้องขับรถเป็นเรื่องที่ต้องมีความระมัดระวังอย่างยิ่ง เนื่องจากมีกฎหมายที่กำหนดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ยอมรับได้เมื่อขับรถ หากเกินปริมาณที่กำหนด นั่นจะถือว่าคุณเมาแล้วและอาจถูกลงโทษตามกฎหมาย ในบทความนี้เราจะมาพูดถึงปริมาณแอลกอฮอล์ที่ยอมรับตามกฎหมาย เพื่อให้คุณเข้าใจว่าเมื่อไหร่และในปริมาณใดคุณสามารถดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับรถได้อย่างปลอดภัย นอกจากนี้เรายังจะแนะนำเคล็ดลับในการควบคุมปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเพื่อรักษาความปลอดภัยในการขับรถของคุณ ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ยอมรับตามกฎหมาย ตามกฎหมายที่กำหนดไว้ในประเทศไทย ปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดที่ยอมรับต่อคนขับรถไม่ควรเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg/dL) หากเกินปริมาณดังกล่าว จะถือว่าคนขับรถเมาแล้วและจะถูกดำเนินคดีตามกฎหมาย โดยมีโทษความจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับเงินตั้งแต่ 5,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำคุกและปรับเงิน รวมถึงการถูกพักใช้ใบอนุญาตขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาตขับขี่ทันที คำนวณปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด หลายคนอาจสงสัยว่า แอลกอฮอล์ในเลือดไม่เกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ จะสามารถดื่มแอลกอฮอล์ได้ในปริมาณเท่าไหร่ ดังนั้นเรามาดูกันว่าปริมาณแอลกอฮอล์ที่ยอมรับนั้น สามารถดื่มได้ในปริมาณเท่าไหร่และในรูปแบบเครื่องดื่มใดบ้าง 1. สุรา สุราที่ไม่ผสม หรือผสมในปริมาณ 1 ฝาต่อแก้ว สามารถดื่มไม่เกิน 6 แก้วต่อครั้ง โดยปริมาณแอลกอฮอล์ในแต่ละแก้วไม่ควรเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ 2. เบียร์ ปริมาณเบียร์ประมาณ 2…

Read More

อาหารเป็นพิษ ควรรับประทานและหลีกเลี่ยงอย่างไร

อาหารเป็นพิษ ควรรับประทานและหลีกเลี่ยงอย่างไร อาหารเป็นพิษเป็นภาวะที่ร่างกายได้รับเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัสที่ปนเปื้อนอยู่ในอาหาร ทำให้เกิดอาการท้องเสีย อาเจียน คลื่นไส้ และปวดท้อง เป็นเรื่องที่สามารถเกิดขึ้นกับทุกคน แต่มักพบบ่อยในเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ในบทความนี้เราจะพูดถึงอาหารที่ควรรับประทานและหลีกเลี่ยงเมื่อเกิดอาหารเป็นพิษ พร้อมกับเคล็ดลับในการป้องกันภาวะนี้ไว้อย่างละเอียด ๆ อาหารเป็นพิษ ไม่ควรกินอะไร อาหารที่มีไขมันสูง: เนื้อสัตว์ อาหารทะเล อาหารทอดซึ่งอาจทำให้เกิดอาการท้องเสียได้ง่ายขึ้น อาหารที่มีน้ำตาลสูง: ขนมหวาน น้ำอัดลม และน้ำผลไม้ที่มีน้ำตาลสูงอาจทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ทำงานได้อย่างเต็มที่ และเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ อาหารที่มีกากใยสูง: ผักดิบ ผลไม้ดิบ และธัญพืชไม่ขัดสีอาจทำให้ระบบทางเดินอาหารไม่ทำงานได้ดี และเป็นตัวสะสมแบคทีเรียและสารพิษในลำไส้ อาหารที่มีรสจัด: อาหารรสเผ็ด อาหารรสเปรี้ยว และอาหารรสเค็มอาจทำให้เกิดการระคายเคืองในกระเพาะอาหาร และทำให้ระบบย่อยอาหารไม่ทำงานได้ดี อาหารเป็นพิษ ควรกินอะไร ข้าวต้ม: ข้าวต้มเป็นอาหารที่เข้าสู่ระบบย่อยอาหารได้ง่าย ไม่มีส่วนปนเปื้อนที่ทำให้เกิดอาการระคายเคือง โจ๊ก: โจ๊กเป็นอาหารที่มีความนุ่มและง่ายต่อการย่อย ทำให้เหมาะสำหรับการรับประทานเมื่อระบบทางเดินอาหารอ่อนแอ ขนมปังปิ้ง: ขนมปังปิ้งเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับการรับประทานอาหารเบา ๆ เมื่อร่างกายอ่อนแอ เยลลี่: เยลลี่เป็นแหล่งน้ำเชื้อชาติที่ดีในการชดเชยน้ำที่สูญเสียจากอาการอาหารเป็นพิษ น้ำซุปใส: น้ำซุปใสมีสารอาหารและน้ำเชื้อชาติที่ช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและช่วยฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วย สรุปและคำแนะนำ เมื่อเกิดภาวะอาหารเป็นพิษ สิ่งสำคัญคือต้องรับประทานอาหารอ่อน ๆ…

Read More

หล่อเป๊ะ! ครบสูตรในวัย 40+ ด้วยสิ่งที่หนุ่มสายรักสุขภาพต้องรู้

หล่อเป๊ะ! ครบสูตรในวัย 40+ ด้วยสิ่งที่หนุ่มสายรักสุขภาพต้องรู้ ความสุขภาพและความงามไม่ได้หยุดที่วัยหนุ่มเท่านั้น แม้ว่าคุณจะมาถึงวัย 40 ก็ยังมีวิธีและเคล็ดลับมากมายที่จะช่วยให้คุณหล่อเป๊ะและมีสุขภาพดีไปพร้อมๆ กัน ไม่ว่าจะเป็นเคล็ดลับทางด้านการออกกำลังกาย การดูแลผิวพรรณ การบำรุงร่างกาย และอื่นๆ ที่คุณควรรู้จักในช่วงวัยที่สุดของความเจริญเติบโตของชีวิต มาเริ่มต้นเรียนรู้เคล็ดลับเหล่านี้กันเถอะ! 1. การดูแลผิวพรรณในวัย 40+ เมื่อคุณเข้าสู่วัย 40 ผิวพรรณอาจเริ่มแสดงอาการของการเสื่อมสภาพเช่นริ้วรอยและฝ้าที่เพิ่มขึ้น เพื่อรักษาผิวให้คงความอ่อนเยาว์ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวที่เหมาะสมสำหรับวัย 40+ และหลีกเลี่ยงการออกแรงแสงแดดโดยไม่ใช้ครีมกันแดด 2. การออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง การออกกำลังกายเป็นสิ่งที่สำคัญไม่ว่าคุณจะอยู่ในวัยไหน การใช้เวลาออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องจะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อและรักษาสุขภาพหัวใจแข็งแรง 3. การดูแลเรื่องสุขภาพจิต การดูแลสุขภาพจิตเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ความเครียดและปัญหาในชีวิตประจำวันอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ คุณสามารถทำสิ่งที่คุณชอบ เช่นการท่องเที่ยว การอ่านหนังสือ หรือการฝึกสมาธิเพื่อผ่อนคลายจิตใจ 4. การดูแลเรื่องอาหาร การรับประทานอาหารที่สมดุลย์และเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญในการรักษาสุขภาพในวัย 40+ ควรรับประทานผัก ผลไม้ โปรตีนจากเนื้อสัตว์น้อยลง และหลีกเลี่ยงอาหารที่มีปริมาณน้ำตาลสูง 5. การดูแลระดับพลังงานในร่างกาย การรักษาระดับพลังงานในร่างกายเป็นสิ่งสำคัญ เนื่องจากความต่อเนื่องของงานที่ต้องทำในชีวิตประจำวัน ควรพักผ่อนให้เพียงพอ รับนอนหลับตามเวลา และหาเวลาในการทำกิจกรรมที่ทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น 6. การเตรียมตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัย…

Read More